KULC BLOG
KULC Blog : สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
แนวโน้มนวัตกรรมและการพัฒนาไอที

          จากที่ได้รับฟังบรรยายเรื่อง แนวโน้มนวัตกรรมและการพัฒนาไอทีสำหรับผู้บริหาร เมื่อวันที่16 กันยายน 2552 โดยวิทยากรคือ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
           ตามที่เราทราบกันอยู่แล้วว่าเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งด้านความเร็ว ความจุ ขนาดราคา ทำให้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด เช่นเราสามารถถ่ายภาพได้ง่ายและเก็บภาพไว้ได้มากมายในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของเรา เราใช้โทรศัพท์มือถือทำงานได้หลายอย่าง ทั้งจำเบอร์จำนวนมาก ถ่ายภาพ ทำนัดหมาย หรือแม้กระทั่งการ ถอดรหัสHuman Genome ได้ตั้งแต่ปี 2000 ทั้งที่ควรทำได้ในปี 2009 ก็เพราะความเร็วในการทำงานของคอมฯที่เกินคาด จะเห็นได้ว่าชีวิตเราพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น นอกจากนั้นเทคโนโลยียังแบ่งคนออกเป็น 3 รุ่นคือ Generation X (เกิดก่อน 1981) Generation Y (เกิด 1994-1981) และ I Generation (เกิดหลัง 1994) ซึ่งแต่ละรุ่นมีความคิด ประสบการณ์  ความเข้าใจ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน
 วิทยากรเน้นว่าสิ่งที่ต้องเข้าใจคือตัวแปร 4 ประการคือ
1. Parallelism หมายถึง การทำงานเชิงขนาน เช่น CPU ของคอมพิวเตอร์ที่ทำงานพร้อมกันที่ละหลายตัวพร้อมๆกัน ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถในการประมวลผลได้รวดเร็ว สามารถทำงานได้พร้อมกันหลายอย่าง สามารถใช้โปรแกรมได้หลายโปรแกรมพร้อมกัน ความสามารถของสมองก็เช่นเดียวกันก็สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมๆกัน โดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่ การทำงานแบบขนานนี้ทำให้งานสำเร็จมากกว่าในเวลาที่เท่ากัน  ซึ่งต่อๆไปความสามารถทำงานแบบขนานก็จะเพิ่มขึ้น การทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เอาหลายตัวมาเชื่อมกันทำให้ขีดความสามารถเพิ่มขึ้นคำนวณได้มากขึ้น เร็วขึ้น มีความสามารถหลายด้านขึ้น(หลายหัวดีกว่าหัวเดียว)
2. Connectivism แนวทางการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเชื่อมต่อขององค์กร จาก Centralize เป็นDecentralize คนๆหนึ่งสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆได้จากที่ต่างๆหลายแหล่ง เพราะสารสนเทศมีมากมายให้เลือกและสามารถเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ (link) ทำให้สามารถเรียนรู้ได้กว้างขวางกว่าเรื่องที่กำหนด ไม่มีขอบเขต โดยอาศัยเน็ตเวิร์คเป็นตัวเชื่อมโยง ด้านการจัดเก็บสารสนเทศก็เช่นเดียวกัน ทำให้มีการจัดเก็บองค์ความรู้มากมาย ด้วยเทคโนโลยี เช่น WikiPedia เป็นตัวอย่างหนึ่งของ Connectivism โดยการสร้างองค์ความรู้จากหลายแห่ง และสามารถเชื่อมโยงความรู้ต่อๆไปได้อย่างไม่สิ้นสุด
3. Virtualization การทำสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้มีตัวตน ในโลกไซเบอร์จะมีการสร้างตัวตนขึ้นมาที่เรียกว่า Avatar เช่นการสร้างตัวเล่นในเกมส์แทนตัวเรา ดังนั้นถ้ามองในแง่มหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยรุ่นใหม่จะต้องมี Visibility ใน Cyber ให้เห็นให้มีตัวตน หน้าที่ของเราคือจะต้อง Visualize ตัวเอง ให้เป็นที่ยอมรับในโลกไซเบอร์
4. Crowd network เนื่องจากข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้น ต้องมีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อเกิดผลสำเร็จ คนในปัจจุบันจึงไม่มีนิสัยในการเรียนรู้คนเดียว แต่ทำการเรียนรู้เป็นกลุ่ม (Crowd Learning) โดยมีเน็ตเวิร์คเป็นตัวเชื่อม
          จากตัวแปรทั้ง 4 ตัวดังกล่าว ประกอบกับการเกิดนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าเทคโนโลยี Web 2.0 ทำให้เกิดผลการทบในด้านการเปลี่ยนแปลงการสร้างองค์ความรู้ และด้านโมเดลการเรียนรู้ คือ ด้านการสร้างองค์ความรู้ รูปแบบใหม่เรียกว่า Crowd sources เช่น WikiPedia ซึ่งเป็นแหล่งรวมสมองจากผู้รู้ต่างๆมาช่วยกันสร้างองค์ความรู้จำนวนถึง 10 ล้านเรื่องในเวลารวดเร็ว เป็นการสร้างองค์ความรู้ที่เรียกว่า by people, for people ดังนั้นองค์ความรู้จะเกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วในโลกไซเบอร์ มีการบริหารจัดการความรู้ และต่อยอดความรู้ ซึ่งผู้ใช้องค์ความรู้จะต้องเลือกที่จะใช้ให้ถูกต้อง ส่วนโมเดลการเรียนรู้ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นการเรียนรู้แบบกลุ่ม (Crowd-learning) โดย Body of knowledge จะเชื่อมโยงคนเข้าหากัน เรียนรู้ร่วมกัน เกิดการต่อยอดความรู้และเกิดความรู้ขึ้นอีกเรื่อยๆ ตลอดจนเกิดการเรียนรู้ที่จะค้นหาความรู้ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Web 2.0 สร้างเครือข่ายสังคม (Social Network) เช่น Hi5, Facebook การแบ่งปันข้อมูล เช่น YouTube, Blog ทำให้เกิดทั้งการสร้างองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้              

         งานด้านห้องสมุดซึ่งเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ก็น่าจะนำเทคโนโลยี Web 2.0 และเครือข่ายทางสังคมมาปรับใช้เพื่อขยายการบริการให้เข้าถึงผู้ใช้ได้ทุกกลุ่ม กระตุ้น และเชิญชวนให้มีการใช้สารสนเทศและองค์ความรู้ที่ห้องสมุดจัดหามาทั้งที่มีอยู่ภายในห้องสมุดและที่มีบริการออนไลน์ ดังเช่นที่สำนักสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยี Web 2.0 ในการพัฒนาเว็บไซด์ห้องสมุด ซึ่งจะช่วยสร้างการมีตัวตนให้ห้องสมุดในสังคมไซเบอร์ด้วยการสร้างข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้โดย Search engine ทั้งหลาย และส่งมอบข้อมูลให้แก่ผู้ใช้ทั้งบนเว็บและFeed ตามความต้องการที่ผู้ใช้สามารถกำหนดได้  ห้องสมุดยังใช้ Blog ในการจัดการความรู้ และกำลังนำความสามารถด้านเครือข่ายสังคม (Social Network) มาใช้เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายต่อไป

Comments are closed.