กระแสความสนใจเรื่องอีบุ๊ก (e-book) 

 

กระแสความสนใจเรื่องอีบุ๊ก (e-book) มีมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่นิยมเท่าที่คาดไว้ ทั้งในส่วนผู้อ่าน และนักเขียนที่กังวลกับปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ว่าอาจง่ายต่อการก๊อบปี้ไปเผยแพร่ นำไปสู่ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นเหตุผลที่นักเขียนส่วนหนึ่งยังไม่ไว้วางใจอีบุ๊กมากนัก

 

ในเวทีเสวนา “นักเขียนกับ e-book ในยุคดิจิทัล” ที่เพิ่งจัดขึ้น เชื่อว่าแม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องข้อดีข้อเสียระหว่างอีบุ๊กและหนังสือ แต่ไม่ได้มีใครบอกว่าหนังสือจะหายไป และกระแสเทคโนโลยีนั้น ถึงห้ามอย่างไร ที่สุดแล้วก็ต้องมา และนี่อาจถึงเวลาที่จะเริ่มต้นยุคอีบุ๊กอย่างจริงจัง

 

 ประเด็นสำคัญคือเตรียมตัวทำความเข้าใจ โดยเฉพาะกับนักเขียนที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหา

 

 โดยชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ นักเขียนเจ้าของผลงานดังหลายเรื่องบอกว่า ตอนนี้ได้นำผลงานของตนเองทำเป็นอีบุ๊กหมดแล้ว เหตุที่สนใจเรื่องอีบุ๊กเพราะนี่เป็นผลพลอยได้จากผลงานเก่า

 

ชาติเผยว่าตนเองมีความเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่อง 1.การเปลี่ยนภาชนะก็ต้องนำเอาภูมิปัญญาเก่าๆ มาถ่ายสู่ภาชนะใหม่ด้วย อย่าให้ตกหล่น และข้อมูลเหล่านี้ประชาชนควรจะเข้าถึงได้ 2.ควรจะหมดยุคที่คนเขียนหนังสือถูกเอารัดเอาเปรียบได้แล้ว

 

“ตอนนี้บางคนเซ็นส่วนแบ่งอีบุ๊ก 10 เปอร์เซ็นต์ นึกว่าเหมือนหนังสือโดยไม่ได้ศึกษา เมื่อต้นทุนต่ำลง ไม่ต้องเสียค่ากระดาษ โกดัง สายส่ง ส่วนต่างนั้นต้องมาแบ่งกัน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ 1.นักเขียนสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไปขายกับเจ้าอื่นได้ เหมือนเราบรรทุกสินค้าไปในมหาสมุทร ไปจอดที่ท่าเรือ คนซื้อสินค้า ไม่ได้ซื้อท่าเรือ 2.สัญญาควรมีระยะเวลาให้ชัดเจน”!

 

ด้านปฐม อินทโรดม ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที บอกว่าเราอยู่ในโลกที่สมาร์ทโฟนขายกันปีละ 18 ล้านเครื่อง แท็บเล็ต 3 ล้านเครื่อง โลกเปลี่ยนไป อุปกรณ์เหล่านี้เปลี่ยนวิถีชีวิตเรา คนรุ่นใหม่พร้อมรับเรื่องอีบุ๊ก บางคนมีสมาร์ทโฟนมากกว่าสองเครื่อง และอ่านอีบุ๊กได้ทั้งหมด

 

“เราอาจมีความกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ บอกเลยว่าคนที่รอของฟรียังไงก็ไม่ซื้อ ตอนอีบุ๊กเข้ามาแรกๆ สัดส่วนคนที่รอของฟรีกับคนที่ซื้ออยู่ที่ 80-20 แต่วันนี้อยู่ที่ 35-65 เป็น 65 คนที่ซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล และพวกที่รอของฟรีก็ต้องเจอกับไวรัสที่ไม่คุ้มเสีย ตามเว็บบอร์ดเราจะเห็นเด็กรวมตัวกันซื้ออีบุ๊กแล้วเอามาแจกกัน เราต้องเร่งสร้างจิตสำนึกและคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาว่าไม่ใช่ของที่จะก๊อบปี้กันง่ายๆ"

 

ปฐมยังบอกอีกว่า มีงานวิจัยที่ให้ข้อสรุปว่า การทำทั้งหนังสือและอีบุ๊กมักมีรายได้สูงกว่า เพราะจะได้กลุ่มลูกค้าที่ไม่เหมือนเดิมเพิ่ม เป็นกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มผู้อ่านที่อยู่ต่างประเทศ และยังฝากบอกนักเขียนว่า ถ้ายังไม่ได้ทำอีบุ๊กก็ควรทำ หนังสือที่ถูกนำไปสแกนแจกกันนั้นไม่ใช่อีบุ๊ก และทุกครั้งที่จับได้ เหตุผลหนึ่งคือเขาจะบอกว่าเพราะไม่มีอีบุ๊กให้ซื้อ ถ้ามีอีบุ๊กในราคาที่เหมาะสม ปัญหานี้จะบรรเทาลง

 

ด้านรวิวร มะหะสิทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Meb : E-Book ร้านอีบุ๊กครบวงจร บอกว่า การทำอีบุ๊กเจตนาหนึ่งคือ การปรากฏตัวของหนังสือถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางกายภาพ ร้านหนังสือมีน้อยลง หนังสือดีที่ขายได้เยอะจะมีโอกาสอยู่ที่ร้านได้นาน หนังสือที่ไม่ได้อยู่ในร้าน วันหนึ่งจะหายสาบสูญไป

 

ส่วนประเด็นเรื่องการตั้งราคาอีบุ๊ก รวิวร บอกว่า เป็นราคาหนังสือที่ไม่ต้องมีค่าพิมพ์ ไม่ใช่หนังสือที่ไม่มีใครซื้อแล้วเอามาลดราคา หนังสือเล่มหนึ่งต้นทุนค่าพิมพ์ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อีบุ๊กลดราคาตรงนี้ลงอย่างสมเหตุสมผล และแต่ละร้านจะหักเปอร์เซ็นต์นักเขียนไม่เกิน 20-30 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าจากเดิมที่นักเขียนได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

 

เป็นปัจจุบันและอนาคตของวงการหนังสือที่ไม่ควรมองเมิน

ที่มา : http://www.pubat.or.th/